เกร็ดควรรู้เกี่ยวกับตำรับยาจีนโบราณ (Traditional Chinese Medicine; TCM)
 


  ตำรับยาจีนโบราณเป็นศิลปะ,วิทยาการในการบำรุงรักษาสุขภาพร่างกาย, ป้องกัน, ลดอาการ, และ รักษาโรค โดยเน้นความสำคัญไปที่การรักษาสมดุลย์ภายในร่างกาย ในกรณีที่สมดุลย์ที่สำคัญเสียไปจะทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกายตามด้วยการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ และการใช้สมุนไพรหลายชนิดในการสร้างสมดุลย์ของร่างกายขึ้นใหม่ จะเป็นวิธีการรักษาโรคตามตำรับยาจีนโบราณ โดยความเป็นจริงแล้ว การรักษาตามตำรับยาจีนโบราณมีความได้เปรียบ ที่สามารถใช้รักษาโรคร้ายบางชนิดที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบัน


  ระบบการรักษาแบบธรรมชาติที่เก่าแก่ที่สุดและได้รับการยอมรับมากที่สุด ได้มีการใช้ยาสมุนไพรจีนในการบำรุงรักษาสุขภาพร่างกายมาหลายร้อยปีแล้ว ความรู้ของชาวจีนในเรื่องการใช้สมุนไพรมีตั้งแต่ 4,000 ปีที่แล้ว และมีการรวบรวมไว้เป็นตำราสรรพคุณทางยาของสมุนไพรจีนโดย Shen Nung ยาสมุนไพรจีนจะมีการใช้ทั้งดอก, เมล็ด, ผล, ใบ, กิ่งก้าน, ราก, เปลือกไม้, แร่ธาตุ, และชิ้นส่วนของสัตว์โดยสมุนไพรเหล่านี้ได้จากพืชและสัตว์ที่มีอยู่ในประเทศจีน (การใช้สมุนไพรที่ไม่ได้ปลูกในประเทศจีน อาจให้ผลที่ด้อยลง เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่สมุนไพรนั้นเติบโต มีความแตกต่างกัน)

  ยาที่เหมาะสมกับทุกคน สาเหตุที่ยาสมุนไพรจีนได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เนื่องมาจากการที่ยาสมุนไพรจีนให้ความสำคัญในวิธีการรักษาโดยการป้องกันการเกิดโรค และยาสมุนไพรจีนยังออกฤทธิ์รุนแรงน้อยกว่าและมีความปลอดภัย สูงกว่ายาแผนปัจจุบันที่ได้จากสารเคมี นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาสมุนไพรจีนในการลดผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาแผนปัจจุบันอีกด้วย

  ยาสมุนไพรสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่ยาปฏิชีวนะกลับทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง สมุนไพรแต่ละชนิดมีคุณลักษณะเฉพาะตัว ในตำรับยาจีนมีการใช้คุณลักษณะหลายอย่างของสมุนไพรหลายชนิดในการบำบัดโรค และแก้ไขการแปรปรวนของ หยิน และ หยาง ( ได้อธิบายไว้ด้านล่าง) ซึ่งเป็นวิธีการรักษาโรคและทำให้ร่างกายแข็งแรง คุณลักษณะดังกล่าวได้แก่คุณสมบัติของสมุนไพรเหล่านั้น, รสชาติ, ส่งผลกับอวัยวะใด, ประโยชน์ที่หนุนเสริม, ประโยชน์ที่ยับยั้ง, การลอยตัว, การจมตัว เป็นต้น




ตำรับยาสมุนไพรจีนสมัยราชวงศ์หมิง
ซึ่งบันทึกโดยหลี่ซือเจิน (Li Shi Zhen)

คลิก Link : Li Shi Zhen
   
  การจัดแบ่งประเภทของสมุนไพรจีน

สมุนไพรจีนจะมีการจัดแบ่งประเภทโดยใช้คุณลักษณะได้ 4 แบบ

1. การจัดแบ่งตามคุณสมบัติ สามารถแบ่งสมุนไพรออกได้ 4 ประเภท คือ

สมุนไพรเย็นจัด คือสมุนไพรที่ให้ความเย็นกับร่างกายมาก
สมุนไพรเย็น คือสมุนไพรที่ให้ความเย็นกับร่างกาย
สมุนไพรร้อน คือสมุนไพรที่ให้ความร้อนกับร่างกาย
สมุนไพรร้อนจัด คือสมุนไพรที่ให้ความร้อนกับร่างกายมาก

สมุนไพรเย็นจัดและสมุนไพรเย็น จะใช้ในการบำบัดรักษาโรคที่เกิดจากความร้อนภายในร่างกาย เช่น รักษาอาการมีไข้, กระหายน้ำ, ท้องผูก, ระคายคอ เป็นต้น ในทางกลับกันสมุนไพรร้อนและสมุนไพรร้อน จัดจะใช้ในการบำบัดรักษาโรคที่เกิดจากความเย็นภายในร่างกาย เช่น อาการมือเท้าเย็น, ผิวซีด, ท้องร่วง เป็นต้น

2. การจัดแบ่งตามรสชาติของสมุนไพร คือ ฉุน, หวาน, เปรี้ยว, ขม, เค็ม, จืด, หรือ เฝื่อน สมุนไพรที่มีรสชาติเหมือนกันจะออกฤทธิ์คล้ายกัน

3. การจัดแบ่งตามที่ส่งผลกับอวัยวะใดในร่างกาย เช่นส่งผลกับไต, ตับ เป็นต้น

4. การจัดแบ่งตามฤทธิ์ที่ส่งผลกับร่างกาย เช่นออกฤทธิ์หนุนเสริม, ยับยั้ง, คลาย, กด
เป็นต้น


   สมดุลย์ของ หยิน และ หยาง บอกถึงระดับความแข็งแรงของสุขภาพ 
และ สภาพร่างกาย

หลักการของความเหมาะสมเป็นหัวใจของแพทย์แผนจีน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับสุขภาพร่างกาย ในการหาความเหมาะสมทางแพทย์แผนจีนจะอยู่บนพื้นฐานของ “ทฤษฎีจักรวาลของหยินและ หยาง” โดยหยิน และ หยางจะเป็นตัวแทนของ เพศชาย และ เพศหญิง, กลางวัน และ กลางคืน, ร้อน และ เย็น, ภายนอก และ ภายใน, เป็นต้น. สำหรับชาวจีนแล้ว ร่างกายคือจักรวาลของกลไกขนาดเล็กจำนวนมาก เมื่อขาดความสมดุลย์จะทำให้เกิดการอ่อนแอและเป็นโรค ชาวจีนเชื่อว่าสามารถปรับหยิน และหยางให้สมดุลย์ได้โดยการเสริมส่วนที่ขาดหายไปด้วยอาหารและยาสมุนไพร ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงการดูแลรักษาสุขภาพตามทฤษฎีหยินและหยาง คือการควบคุมการรับประทานอาหารในฤดูกาลต่างๆ กล่าวคือ ในฤดูร้อนให้เพิ่มปริมาณอาหารที่ให้ความเย็นแก่หยิน ในขณะที่ฤดูหนาวให้เพิ่มปริมาณอาหารที่ให้ความร้อนแก่หยาง

  ความสัมพันธ์ของธาตุทั้งห้า

ตั้งแต่อดีตกาลชาวจีนได้แบ่งทุกสิ่งในโลกออกเป็นธาตุต่างๆ 5 ชนิด คือ ธาตุไม้, ธาตุไฟ, ธาตุดิน, ธาตุทอง,และ ธาตุน้ำ ธาตุทั้งห้านี้จะเป็นตัวแทนในการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติ ธาตุทั้งห้านี้ก่อให้เกิดพลังที่แตกต่างกันและส่งผลกระทบต่อกัน การกำหนดธาตุต่างๆในอดีตได้รวมไปถึงการกำหนดธาตุให้กับอวัยวะต่างๆในร่างกายคน เพื่อใช่ในการอธิบายถึง ความสัมพันธ์, การเกื้อหนุน, การขัดแย้ง ของอวัยวะเหล่านั้น เช่น หัวใจเป็นธาตุไฟ, ปอด เป็นธาตุทอง, ม้าม เป็นธาตุดิน, ไต เป็นธาตุน้ำ, ตับ เป็นธาตุไม้ เป็นต้น

 
   
  วัฏจักรการเกิดธาตุต่างๆ
ธาตุไม้ก่อให้เกิดธาตุไฟ (เนื่องจากไม้เผาไหม้ทำให้เกิดไฟ)
ธาตุไฟก่อให้เกิดธาตุดิน (เนื่องจากไฟทำให้เกิดเถ้า)
ธาตุดินก่อให้เกิดธาตุทอง (เนื่องจากทองเกิดอยู่ในดิน)
ธาตุทองก่อให้เกิดธาตุน้ำ ธาตุน้ำก่อให้เกิดธาตุไม้ (เนื่องจากน้ำทำให้พืชเติบโต)


  วัฏจักรพลังที่ข่มกันของธาตุทั้งห้า
ธาตุไม้จะข่มธาตุดิน (เนื่องจากไม้แย่งเอาแร่ธาตุไปจากดิน)
ธาตุดินจะข่มธาตุน้ำ (เนื่องจากดินดูดซับน้ำ)
ธาตุน้ำจะข่มธาตุไฟ (เนื่องจากน้ำสามารถดับไฟ)
ธาตุไฟจะข่มธาตุทอง(เนื่องจากไฟทำให้ทองหลอมเหลว)
ธาตุทองจะข่มธาตุไม้ (เนื่องจากทอง(โลหะ)ใช้ตัดไม้)

จากทั้งสองวัฏจักรใช้ในการอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อธาตุน้ำ(ไต)ทำให้ธาตุไม้(ตับ) แข็งแรง ดังนั้นไต จึงถือเป็นแม่ของ ตับ ดังนั้นคนไข้ที่มีปํญหาเกี่ยวกับตับมักเกิดจากไต ไม่แข็งแรง นอกจากนี้วัฏจักรดังกล่าวยังสามารถใช้ในการอธิบายผลจากปัจจัยแวดล้อมภายนอกต่ออวัยวะต่างๆ หรือทั้งร่างกายได้อีกด้วย ในปัจจุบันพื้นฐานความสัมพันธ์ของ หยิน-หยาง และธาตุทั้งห้า ได้รับการยอมรับในการใช้วิเคราะห์และบำบัดรักษาโรค ยาสมุนไพรจีนจะถูกใช้ในการปรับสมดุลย์พลังทางธรรมชาติดังกล่าวให้กับร่างกาย


ภสัชกรรมจีนสมัยใหม่ทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดี

  ตำรับยาสมุนไพรจีนได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบันว่าเป็นทางเลือกหนึ่งในทางการแพทย์ เนื่องมาจากการที่ตำรับยาสมุนไพรจีนให้ความสำคัญในวิธีการรักษา โดยการป้องกันการเกิดโรค และยาสมุนไพรจีนยังออกฤทธิ์รุนแรงน้อยกว่าและมีความปลอดภัยสูงกว่า ยาแผนปัจจุบันที่ได้จากสารเคมี

นอกจากนี้ยังมี การใช้ยาสมุนไพรจีนในการลดผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาแผนปัจจุบันอีกด้วย ยาสมุนไพรจีนสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่ยาปฏิชีวนะกลับทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง

เภสัชกรรมจีนสมัยใหม่ได้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงต้นของศตวรรษที่แล้ว (1921) โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากระดับการนำสมุนไพรจีน (Herb) มาใช้โดยตรง มาเป็นระดับการใช้เภสัชกรรมยา ( Pharmacological Phase) ซึ่งเป็นการนำเอาสมุนไพรจีนมาแปรรูปทางยา ทำให้สามารถใช้บริโภคได้ง่ายขึ้นและให้ประสิทธิภาพสูงกว่า ในขณะที่ยังคงจุดเด่นอื่นๆของตำรับยาจีนที่เน้นในการป้องกัน, บำรุงร่างกาย, และรักษาโรค, โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน และ ไม่มีการสะสมของยา .
 



Copyright @ 2008 P.M.A.V.Marketing Co.,Ltd.